feed-image Feed Entries
A-
 A 
A+
Open login

 

เกี่ยวกับโดเมน


VPS คืออะไร ?
เขียนโดย เว็บสำเร็จรูป    วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2011 เวลา 21:16 น.    PDF พิมพ์ อีเมล

VPS มาจากคำว่า Virtual Private Server หรือ เซิร์ฟเวอร์เสมือน บางครั้งก็หมายถึง Virtual Dedicated Server หรือ เครื่องเซิร์ฟเวอร์


 

VPS ก็คือเมื่อคุณนำเซิร์ฟเวอร์และส่วนประกอบเข้าด้วยกันจำลองเป็นเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กทำงานอิสระด้วยระบบปฎิบัติการส่วนตัว แต่ใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกัน VPS เป็นการจำลองระบบโฮสติ้งที่รวมข้อดีทั้งโฮสติ้งทำงานร่วมกัน Shared Hosting และ เครื่องโฮสติ้ง Dedicated Hosting เข้าด้วยกัน เสมือนว่าเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dedicated Server แต่ ราคาจะถูกกว่า ส่วนใหญ่ VPS เหมาะสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการสิ่งแวดล้อมของโฮสต์ที่แยก ด้วยเหตุผล ของ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการทำงาน และ การใช้ ความสามารถพิเศษของโฮสติ้ง เช่นการกำหนดไฟร์วอลล์ได้เอง การใช้ SSH และ หมายเลข IP address แบบเฉพาะ


ข้อดีของระบบ VPS คือ

- การทำงาน และ มีคุณสมบัติเสมือนการเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dedicated Server และ ราคาไม่แพง

- ทำงานเป็นอิสระ เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว แต่ละเครื่อง จะมีระบบไฟล์เฉพาะ พร้อม พื้นที่ ซีพียู แบนด์วิธ และหน่วยความจำ ดังนั้นเว็บไซต์โฮสต์ใน VPS ทำงานในสภาพแวดล้อมที่แยกเป็นอิสระ และ การทำงาน จะไม่ได้รับผลกระทบจากเว็บไซต์อื่นๆ นอกจากนี้ที่ VPS ไม่ใช้ เว็บแอปพลิเคชันและบริการ อื่นๆ ร่วมกับเว็บไซต์อื่น ทำให้ไม่มีความเสี่ยงของการดาวน์ หรือ hacks เนื่องจากข้อผิดพลาดอื่นๆ

- กำหนดได้เอง ผู้ใช้ VPS สามารถเข้าระบบเซอร์เวอร์ และ ปรับแต่งเซิร์ฟเวอร์ได้เอง ติดตั้งซอฟต์แวร์ และ แอปพลิเคชัน ของคุณเอง และ จัดการเซิร์ฟเวอร์ของคุณเหมือนเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dedicated Server

- ราคาไม่แพง ค่าใช้จ่ายสำหรับ VPS ถูกมาก และ คุณจะได้คุณสมบัติเหมือนกับการเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dedicated Server

เมื่อจะเลือก VPS ควรจะดูอะไรบ้าง


นอกจากราคาแล้ว ควรเลือก ผู้ให้บริการ VPS ที่มีความพร้อมในการบริการและ มีความยืดหยุ่นสามารถปรับข้อกำหนดฮาร์ดแวร์ได้ และ จัดหาตามความต้องการของเราได้อย่างดี ให้เลี่ยงผู้ให้บริการโฮสต์ที่เสนอพียง แบบมารตรฐานที่กำหนดตายตัว เท่านั้น ซึ่งจะสร้างปัญหาให้คุณได้เมื่ออัพเกรดในอนาคต แต่ละเว็บไซต์มีความต้องการที่แตกต่างกัน บางทีคุณต้องการ ความเร็ว ซีพียู ที่ต่ำ หรือ ความจุพื้นที่ใหญ่ขึ้น หรือ แบนด์วิธที่น้อย หรือ เพิ่มหน่วยความจำ - คุณจะไม่ทราบเลยคุณจะอัพเกรดอะไรบ้างในอนาคต คุณคงไม่อัพเกรดระบบโฮสติ้งของคุณทั้งหมดแน่ในทุกครั้งที่ต้องการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เพียงเพื่อ ถ้าคุณต้องการหน่วยความจำที่มากขึ้น และ ก็คงไม่อัพเกรดระบบโฮสติ้งของคุณเพื่อจ่ายให้กับ พื้นที่ทีมากมายที่ไม่ได้ใช้ หรือ แบนด์วิธ ที่ไม่จำเป็น


VPS เหมาะกับคุณ หรือไม่


เมื่อเว็บไซต์ของคุณมีการขยายตัว และ ใช้โฮสติ้งที่ทำงานร่วมกับคนอื่น Shared Hosting Plan คุณไม่สามารถจ่ายค่าเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dedicated Server ที่มีราคาที่สูงได้ ดังนั้น VPS คือคำตอบ เครื่องเซอร์ฟเวอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และ ช้า หากต้อง การทราบการจัดการดีหรือไม่ ให้ดูการโหลดเซิร์ฟเวอร์ การใช้งานหน่วยความจำ และ ความจุพื้นที่

Tags:
แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2011 เวลา 20:41 น. )
 
Hosting คือ
เขียนโดย เว็บสำเร็จรูป    วันจันทร์ที่ 24 มกราคม 2011 เวลา 12:53 น.    PDF พิมพ์ อีเมล

Hosting คือ พื้นที่ส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ซึ่งผู้ให้บริการโฮสติ้ง (Hosting Service Provider) ได้ทำการจัดสรรมาให้เช่าบริการ โดยส่วนใหญ่จะให้บริการเป็น รายเดือน หรือ รายปี ซึ่ง Hosting เหล่านี้เป็นลักษณะของการใช้พื้นที่บนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ร่วมกัน

 
การเลือก Hosting ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของคุณ เช่น
 
1. ปริมาณพื้นที่ ๆ ต้องการใช้ เช่น 10,000MB, 20,000MB, 40,000MB หรือ 60,000MB ซึ่งพื้นที่จะถูกแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ อีกเช่น Web Space, Mail Space และ DataBase Space
2. ปริมาณ Data Transfer เช่น 50GBต่อเดือน 100GBต่อเดือน
3. การใช้งาน E-mail จำนวนการสร้าง E-mail Account ระบบ Webmail ที่ใช้ ของทาง Naxza Hosting ใช้เป็น uebimiau , squirrel และ roundcube ซึ่งมีให้เลือก 3 ระบบครับ
4. ภาษาที่ใช้พัฒนา เช่น php asp หรือ asp.net ของทาง Naxza มีให้เลือกทั้ง Hosting ระบบ Unix และ Window Hosting ครับ
5. Control Panel การใช้งาน control panel ความยากง่ายในการใช้งาน ของทาง Hosting Naxza ใช้เป็นระบบ DirectAdmin Control Panel
 
DataTransfer คืออะไร
 
เรามาทำความเข้าใจถึงข้อแตกต่างของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก่อนครับ
 
Data Transfer หมายถึง การรับส่งข้อมูล
Traffic หมายถึง การจราจรของข้อมูล
Bandwidth หมายถึง ความกว้างของขนาดข้อมูล
 
Data Transfer มีหน่วยเป็น Byte ซึ่ง ในความเป็นจริงแล้วผู้ให้บริการ โฮสติ้ง ต่าง ๆ ก็ให้ปริมาณ Data Transfer ในส่วนนี้เยอะกันทุกรายอยู่แล้วครับ สาเหตุที่บางผู้ให้บริการบอกว่าไม่จำกัดจำนวน Data Transfer นั่นเพราะว่า ทางผู้ให้บริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม นอกจากค่าวางเครื่อง Server ที่ Data Center เท่านั้น ซึ่งตรงจุดนี้ถูกนำมาเป็นจุดขายของหลาย ๆ ผู้ให้บริการ โฮสติ้ง ครับ
 
Traffic มีหน่วยเป็น Byte ต่อวินาที ในส่วนของ Traffic เรามักจะดูในเรื่องของปริมาณ ว่ามากน้อยเพียงใด โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาเป็นหลัก เช่น หากผู้ให้บริการ โฮสติ้ง บอกว่ามี Data Transfer ให้เท่านี้ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งเราเกิดเข้าเว็บไซต์ของเราไม่ได้ หรือเปิดเว็บไซต์ไม่ได้ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้น ๆ มีผู้ใช้บริการเครื่อง Server เยอะมาก ๆ นั่นคือมีผู้ Request ข้อมูลจาก Server เป็นจำนวนมากในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งเกินปริมาณ Bandwidth ที่รับได้ครับ
 
Bandwidth มีหน่วยเป็น Byte เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ จะมีระดับตั้งแต่ Megabyte ขึ้นไป ในส่วนของ Bandwidth จะแบ่งเป็น Local Bandwidth และ Inter Bandwidth ซึ่งตรงนี้ต้องดูให้ชัดเจนครับ ตามปกติแล้วผู้ให้บริการที่เป็น Data Center จะทำการสร้าง Link เข้าไปเชื่อมต่อกับ ISP ( Internet Service Provider ) ซึ่งจะซื้อได้ในแต่ละ ISP ในปริมาณที่ต่าง ๆ กัน มองให้ง่าย ๆ ก็คือ ตัว IDC หรือ Data Center พยายามสร้างท่อเพื่อการส่งข้อมูลไปยัง ISP ต่าง ๆ นั้นหมายความว่า หาก IDC ได้สร้างท่อที่มีขนาดใหญ่ ก็จะทำให้การเรียกชมเว็บไซต์ ไม่มีข้อติดขัดมากนัก แต่หากท่อเล็ก ย่อมมีปัญหาที่เกี่ยวพันกับเรื่องของ Traffic นั้นคือ ในช่วงเวลาใด ๆ ก็ตามที่มีการเรียกข้อมูลมาก ๆ จากหลาย ๆ Client (ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของคุณ) เมื่อปริมาณ Traffic สูงมากในช่วงวินาทีนั้น จนเต็ม Bandwidth แล้ว ก็จะไม่สามารถเรียกข้อมูลจาก Server ผ่าน ISP นั้นได้เลย
Tags:
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 03 มิถุนายน 2011 เวลา 14:17 น. )
 
Domain Name คืออะไร
เขียนโดย เว็บสำเร็จรูป    วันจันทร์ที่ 24 มกราคม 2011 เวลา 12:51 น.    PDF พิมพ์ อีเมล

Domain Name คืออะไร

 
    Domain Name คือชื่อที่ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยัง Website ต่างๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตชื่อที่ใช้ต้องเป็นชื่อที่ไม่มีใครในโลกใช้เพราะถ้ามีคนใช้ชื่อใดแล้วเราจะไปจดชื่อซ้ำไม่ได้ ชื่อ Domain Name จะเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็ก ไม่แตกต่างกันเพราะ ระบบอินเตอร์เน็ตจะรับรู้ตัวอักษรเป็นตัวเล็กทั้งหมด เช่น ITTradefair.com และ ittradefair.com ถือว่าเป็นชื่อเดียวกัน ส่วนประกอบใหญ่ๆ สามส่วนคือ ชื่อเครื่อง. เช่น DomainAtCost.com ,ThaiCompany.net ฯลฯ ในปัจจุบันได้มีการจดชื่อโดเมนถึงกว่า 30 ล้านชื่อทั่วโลกและ ชื่อโดเมนก็มักจะถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าของ Website ต่างๆ ด้วยโดยชื่อโดเมนจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 
 
 ส่วนของชื่อ ซึ่งอาจเป็นชื่อของบุคคล นิติบุคคล องค์กร เครื่องหมายการค้า หรืออื่นๆ ที่ต้องการจะสื่อให้เป็นตัวแทนของ Website นั้นๆ เช่น DomainAtCost, ThaiCompany ฯลฯ 
 
 ลักษณะการประกอบการของ Website นั้นๆ เช่น .com, .net ฯลฯ (คล้ายๆ กับคำแสดงนิติฐานะของนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด กระทรวง สมาคม องค์การ ฯลฯ กรุณาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในข้อ 3) 
 
เนื่องจากชื่อโดเมนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการชี้ไปยัง Website ดังนั้นจึงไม่สามารถตั้งชื่อซ้ำกันได้ (ThaiCompany.net และ ThaiCompany.com ถือว่าเป็นคนละชื่อกัน เนื่องจากจดอยู่ภายใต้ลักษณะการประกอบการที่ต่างกัน แม้ว่าในทางปฏิบัติอาจประกอบการในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆ ควบคุม)
 
Domain Name ทำงานอย่างไร 
    ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จะใช้กลุ่มตัวเลข 4 กลุ่มที่คั่นด้วยจุด (ตัวเลขในแต่ละกลุ่มจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0-255) เช่น 203.33.192.255 หรือที่รู้จักกันในชื่อของ IP Address ในการระบุตำแหน่งของ Website ต่างๆ เพื่อให้รู้ว่าอยู่บนเครื่องใดและอยู่ในเครือข่ายใด แต่เนื่องจาก IP Address อยู่ในรูปของตัวเลขซึ่งยากแก่การจดจำดังนั้นจึงเป็นการสะดวกกว่าที่จะใช้ชื่อหรือกลุ่มของตัวอักษร ซึ่งก็คือ Domain Name ในการอ้างอิงแทน โดยจะอาศัย DNS Server มาช่วยจับคู่ IP Address และ Domain name เข้าด้วยกัน ดังนั้นเมื่อมีผู้ต้องการที่จะเรียกดู Website ของท่าน ไม่ว่าจะทราบ IP Address หรือ Domain name เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ผิดพลาด
 
Domain Name ที่ลงท้ายด้วย .com และ .net หรือ .net และ .net.th แตกต่างกันอย่างไร 
    ระบบของ Domain Name จะมีการจัดแบ่งออกเป็นหลาย Level โดยเริ่มตั้งแต่ Top Level ซึ่งประกอบด้วย 
Generic Domain (gTLD) ซึ่งได้แก่ Domain Name ที่ลงท้ายด้วย .com (Commercial), .net (Networking), .org (Non-Commercial Organization), .edu (Education), .gov (Government), .int (International), .mil (Military) 
.com จะใช้กับองค์กรที่แสวงหาผลกำไร 
.org จะใช้กับองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร 
.net จะใช้กับบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Internet 
 
Country Code Domain (ccTLD) ซึ่งเป็น Domain Name ที่กันไว้สำหรับการใช้งานของประเทศต่างๆ ได้แก่ .th (ประเทศไทย), -.us (สหรัฐอเมริกา), .uk (อังกฤษ) และอื่นๆ 
.co.th จะใช้กับองค์กรที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่แสวงหาผลกำไร 
.or.th จะใช้กับองค์กรที่จดทะเบียนในประทศไทยที่ไม่แสวงหาผลกำไร 
.net.th จะใช้กับองค์กรที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Internet 
.in.th จะใช้กับบุคคลหรือองค์กรใดๆก็ได้ในประเทศไทย 
 
ดังนั้น .com และ .net จึงถือได้ว่าเป็น Domain Name ที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่จะต่างกันที่ลักษณะการประกอบการ กล่าวคือ .com เป็น Website ที่ประกอบการเชิงพาณิชย์ เช่น การขายสินค้าหรือให้บริการ ในขณะที่ .net จะเป็น Website ที่ให้บริการทางด้านอินเตอร์เน็ต เช่น การเชื่อมต่อหรือการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย ส่วน .net.th จะถือเป็น Domain Name ในระดับ Secondary Level (SLD) ที่แยกมาจาก Top Level (TLD) หรือ .th อีกทีหนึ่ง ซึ่งจะหมายถึง Website ที่ให้บริการทางด้านอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย อนึ่ง การแบ่ง Level ของ Domain Name สามารถแบ่งย่อยลงมาได้เรื่อยๆ ตามหลักการของ DNS (Domain Name System) เช่น Ngo.ThaiCompany.net ก็จะหมายถึงกลุ่ม NGO ที่จด Domain Name อยู่ภายใต้ ThaiCompany.net เป็นต้น
 
แหล่งจดทะเบียน 
    ท่านสามารถที่จะจด Domain Name กับผู้ให้บริการรับจดรายใดก็ได้ทั่วโลก ทั้งนี้การจะจดอย่างไรจะขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน เช่น หากต้องการให้ Website มีภาพลักษณ์ที่เป็นสากล ก็ควรจดในลักษณะ .com, .net หรือ .org แต่หากว่าต้องการสื่อว่าเป็น Website ที่ให้บริการในประเทศไทย ก็ควรจดเป็น .co.th, .net.th, .or.th หรืออื่นๆ ซึ่งกรณีนี้จะต้องทำการจดกับ THNIC ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลการจด Domain Name เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยเท่านั้น นอกจากนี้โดเมนเนมของบางประเทศ เช่น
.at (Austria), .cc (Cocos Islands), .to (Tonga), .tv (Tuvalu) และอื่นๆ ก็เป็นที่นิยม เนื่องจากสามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะอย่างได้ แต่เนื่องจากเป็นของประเทศ ดังนั้นการจดก็จะต้องขึ้นกับเงื่อนไขที่กำหนดโดย Registry ของประเทศนั้นๆท่านสามารถจะจดโดเมนเองได้ที่ http://www.we.co.th ในกรณีที่ต้องการจดโดเมนของอเมริกา หรือ http://www.thnic.net/ ในกรณีที่ต้องการจดโดเมนของไทย 
 
ระยะเวลาในการเป็นเจ้าของ Domain Name 
   เนื่องจาก Domain Name ถือเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ดังนั้นกรรมสิทธิ์ หรือความเป็นเจ้าของจะคงอยู่ตราบเท่าระยะเวลาของสัญญาที่ทำไว้กับผู้ให้บริการรับจดแต่ละราย โดยสามารถทำการต่ออายุสัญญาเป็นงวดๆ ไป (สิทธิ์ความเป็นเจ้าของ Domain Name จะเป็นของท่าน โดยข้อมูลทั้งหมดที่ลงทะเบียนไว้จะถูกเก็บอยู่ในระบบฐานข้อมูลของ NSI ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลหลักในปัจจุบัน 
 
ข้อดีของการจดทะเบียนหลายปี 
ในการจดชื่อโดเมน ระยะเวลาของสัญญาจะขึ้นกับดุลยพินิจและความพร้อมของท่าน สำหรับการจดแบบหลายปี (ท่านสามารถเลือกจดได้ตั้งแต่ 1-10 ปี) เป็นการรองรับความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาค่าบริการและอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินในอนาคต เนื่องจากค่าบริการของท่านจะถูกจ่ายครั้งเดียวในตอนเริ่มต้นด้วยอัตราค่าบริการในขณะนั้น ดังนั้นจึงเหมือนกับว่าในปีต่อๆ ไปท่านก็ยังคงสามารถจ่ายค่าบริการด้วยอัตราเดิมแม้ว่าค่าบริการจะปรับตัวสูงขึ้น (เรายังคงคาดหมายว่าแนวโน้มราคาค่าบริการของตลาดโดยรวมในอนาคตจะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดีเนื่องจากในอนาคตการออกกฎหมายมาควบคุมการจดทะเบียนชื่อโดเมนคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ชื่อโดเมนก็ยังถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด) ดังนั้นการจดชื่อโดเมนแบบหลายปีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่น่าจะมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยท่านประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยให้ท่านไม่ต้องเสียเวลาในการต่ออายุสัญญาทุกๆ ปีอีกด้วย (หากท่านจดชื่อโดเมนกับเราไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม อายุสัญญาของชื่อโดเมนของท่านก็จะเป็นไปตามนั้น จะไม่มีการนำเงินมาหมุนใช้ก่อนแล้วนำไปจดใหม่เป็นรายปีในภายหลัง 
 
การเตรียมการเพื่อจดชื่อโดเมน 
    ชื่อโดเมนที่ต้องการจดทะเบียน เลือกไว้สัก 3 - 4 ชื่อ ป้องกันชื่อไปซ้ำกับชื่อที่ถูกจดไว้แล้ว 
ผู้ให้บริการจดโดเมน ที่ต้องการไปจะจดกี่ปี ค่าบริการเท่าไร 
 
เจ้าของชื่อโดเมน (Registrant) ชื่อ พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ถ้าหากเป็นองค์กร ให้ใส่ชื่อองค์กร 
ผู้ดูแลชื่อโดเมน (Administrative contact) ชื่อ พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ 
ผู้ติดต่อทางเทคนิคโดเมน (Technical contact) ชื่อ พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ 
ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจดโดเมน (Billing contact) ชื่อ พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ 
 
การจดชื่อโดเมนไม่ใช่เรื่องยาก หลังจากเลือกได้แล้วว่า จะจดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนรายไหน ก็เปิดเว็บไซต์ไปจดได้เลย อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้ใช้วิธีการเตรียมการหลายๆอย่างไว้ก่อน เพื่อให้การจดทะเบียนทำได้รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ พร้อมทั้งสอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 03 มิถุนายน 2011 เวลา 14:17 น. )
 
หลักที่ใช้ในการตั้งชื่อ โดเมนเนม
เขียนโดย เว็บสำเร็จรูป    วันพุธที่ 22 ธันวาคม 2010 เวลา 01:26 น.    PDF พิมพ์ อีเมล

 

 หลักที่ใช้ในการตั้งชื่อ โดเมนเนม
- ความยาวของชื่อ ตั้งได้ไม่เกิน 67 ตัวอักษร
- สามารถใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษผสมกับตัวเลข หรือเครื่องหมายขีด (-) ได้้
- ห้ามใช้เครื่องหมายขีด (-) นำหน้าชื่อ domain name
- ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ใช้ตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้
- ห้ามเว้นวรรคในชื่อ domain name 
 
 การทำงานของโดเมนเนม
ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จะใช้กลุ่มตัวเลข 4 กลุ่ม ที่คั่นด้วยจุด เช่น 11.12.333.123 หรือที่รู้จักกันในชื่อของ IP Address ในการระบุตำแหน่งของ Website ต่างๆ เพื่อให้รู้ว่า อยู่บนเครื่องใด และอยู่ในเครือข่ายใด แต่เนื่องจาก IP Address อยู่ในรูปของตัวเลขซึ่งยาก แก่การจดจำ ดังนั้นจึงเป็นการ สะดวกกว่าที่จะใช้ชื่อ หรือกลุ่มของตัวอักษร ซึ่งก็คือ Domain Name ในการอ้างอิงแทน โดยจะอาศัย DNS Server มาช่วยจับคู่ IP Address และ Domain name เข้าด้วยกัน ดังนั้นเมื่อมีผู้ต้องการที่จะ เรียกดู Website ของท่าน ไม่ว่าจะทราบ IP Address หรือ Domain name เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะสามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ผิดพลาด
 
 
 วงจรชีวิตโดเมนเนม
เมื่อโดเมนหมดอายุลง หน้าเพ็จจะถูกแสดงเป็น Default ของหน้าเว็บไซต์ ของ Registrar แต่ละราย
 
วันที่ 1-45 เมื่อโดเมนหมดอายุลงผู้เป็นเจ้าของสามารถดำเนินการต่ออายุ ได้ภายใน 1-45 วัน ในระหว่างนี้ โดเมนจะไม่สามารถใช้งานได้ อีเมล์ต่างๆ ที่ถูกส่งมายังโดเมนดังกล่าวจะถูกตีกลับ ระหว่างนี้โดเมนยากที่จะ Transfer Domain เพื่อไปต่ออายุกับผู้ให้บริการ
แนะว่า ควรต่ออายุกับผู้ให้บริการรายเดิมก่อนที่โดเมนจะหลุดสู่ในช่วงต่อไป เมื่อดำเนินการต่ออายุแล้วโดเมนจะกลับมาใช้งานได้ ปกติภายใน 1-48 ชม. โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอธิเช่น การอับเดทช้าเร็ว ของอินเตอร์เน็ตปลายทางของผู้เรียกเข้าเว็บไซต์
 
วันที่ 45-75 โดเมนจะเข้าสู่ช่วง Redemption Period ซึ่งจะใช้เวลา 30 วัน โดเมนจะไม่อยู่ในความดูแลของ ผู้ให้บริการรายใด ผู้เป็นเจ้าของโดเมน สามารถขอต่ออายุโดเมนได้ แต่ต้องเสียค่าบริการในการนำโดเมนของท่านกลับมาในราคาหลายพันบาท
 
หลังจากวันที่ 75 โดเมนจะเข้าสู่ช่วง Pending Delete ซึ่งจะกินระยะเวลา 1-5 วัน โดเมนจะถูกลบออกจากระบบ เมื่อตรวจสอบ (Whois) จะพบว่ามีสถานะว่าง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วไปสามารถจดโดเมนชื่อนั้นๆ ใหม่ได้ หากโดเมนมีชื่อ หรือเป็นที่น่าสนใจ อาจถูกแย่งจดทะเบียนในทันที โดยคน หรือระบบบางประเภท เพื่อนำโดเมนดังกล่าวมาประกาศขายเพื่อเก็งกำไร ฉนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของโดเมน ควรให้ความใส่ใจกับโดเมนของท่าน
 
ทั้งนี้ก่อนและเมื่อโดเมนหมดอายุลง จะมีจดหมายจากระบบแจ้งวันก่อนที่จะหมดอายุ และวันที่หมดอายุไปยังอีเมล์ ผู้ที่เป็นเจ้าของโดเมนเสมอ ฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือ อีเมล์ ที่ใช้ในการจดทะเบียนโดเมนเนม ต้องเป็นอีเมล์ที่ใช้งานได้จริง ในปัจจุบัน เพราะอีเมล์จะเป็นส่วนหลักที่จะใช้ยืนยันการเป็นเจ้าของโดเมนของเราได้อีกด้วย ในกรณีที่เกิดปัญหา ในการให้บริการ ต่างๆ
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 03 มิถุนายน 2011 เวลา 14:18 น. )
 
เมื่อโดเมนเนมกลายเป็นของหายาก
เขียนโดย เว็บสำเร็จรูป    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2010 เวลา 17:16 น.    PDF พิมพ์ อีเมล

เมื่อโดเมนเนมกลายเป็นของหายาก

ผู้เขียน: สรพงษ์ อุนนาภิรักษ์
14 กรกฎาคม 2543
 
เนื่องจากโดเมนเนมประกอบด้วยกลุ่มของตัวอักษร ซึ่งใช้เป็นตัวแทนในการอ้างถึงที่ตั้งของเว็บไซต์ ต่างๆ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จึงมีข้อจำกัดในเรื่องของการตั้งชื่อที่จะต้องจดจำได้ง่าย สัมพันธ์กับชื่อขององค์กรธุรกิจและเครื่องหมายการค้าที่ใช้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าโดเมนเนมเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ซึ่งส่งผลให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงกันขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการไร้ขอบเขตของอินเตอร์เน็ต เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่โยงใยไปทั่วโลก ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ธุรกิจที่มี Brandname ที่ซ้ำกันแต่อยู่คนละประเทศจะต้องการจดโดเมนเนมชื่อเดียวกันเพราะไม่ต้องการให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจผิด หากเว็บไซต์ ดังกล่าวไม่ได้เป็นของบริษัท ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการทำธุรกิจที่เรียกว่า Cybersquatting ซึ่งเป็นการหาโอกาสเก็งกำไรจากชื่อ เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หรือเครื่องหมายบริการ (Service Mark) ของผู้อื่นบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยจะทำการชิงจดโดเมนเนมไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงส่งจดหมายยื่นข้อเสนอไปยังบริษัทเป้าหมาย หรือนำชื่อโดเมนเนมดังกล่าวไปประกาศขายตามเว็บไซต์ ที่เปิดประมูล เช่น Ebay.com หรือตาม Domain Name Broker ต่างๆ ซึ่งกรณีต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ ได้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก และเป็นกรณีพิพาทที่มีการฟ้องร้องพิจารณาคดีกันถึงชั้นศาล โดยผลการพิจารณาตัดสินของศาลก็เป็นไปในหลายแนวทาง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะออกมารองรับในเรื่องนี้ ทำให้บริษัทที่ถูกจดชื่อโดเมนเนมที่เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัทไปก่อน มีทางเลือกไม่มากนัก
 
จากปัญหาดังกล่าวนำมาซึ่งการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่หลายประเภทบนอินเตอร์เน็ต ได้แก่ ธุรกิจประเภท Dispute-Resolution Provider ซึ่งเป็นเว็บไซต์ ที่รับปรึกษาว่าความคดีฟ้องร้องบนอินเตอร์เน็ต ธุรกิจที่ให้บริการในการตรวจสอบชื่อโดเมนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของลูกค้าว่ามีชื่อใดที่ยังคงว่างอยู่ ซึ่งจะมีบริการส่ง E-mail มาแจ้งเตือนเมื่อมีผู้จดชื่อดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีธุรกิจประเภทที่ให้บริการในการตรวจสอบโดเมนเนมที่หมดอายุสัญญา ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถจะทำการจดเพื่อให้ได้สิทธิในการเป็นเจ้าของ (โดยปกติแล้วผู้ให้บริการรับจดโดเมนเนมจะมีการส่ง E-mail แจ้งเตือนไปยังลูกค้าก่อนที่โดเมนเนมจะหมดอายุประมาณ 30 วัน ซึ่งหลังจากหมดอายุแล้วหากผู้ที่ถือสิทธิเป็นเจ้าของยังไม่มีการต่อสัญญา โดเมนเนมดังกล่าวก็จะเข้าสู่สถานะ On-Hold อีก 30 วัน โดยในช่วงนี้โดเมนเนมนั้นจะถูกสงวนไว้ กล่าวคือผู้ที่ไม่ได้ถือสิทธิเป็นเจ้าของจะยังไม่สามารถเข้ามาซื้อได้ และหากผู้ถือสิทธิต้องการจะต่อสัญญาก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเพื่อทำการ Reinstatement แต่หากไม่มีการต่อสัญญาใดๆ จนครบกำหนด 30 วัน โดเมนเนมดังกล่าวก็สามารถที่จะถูกจดใหม่โดยบุคคลอื่นที่สนใจ)
 
จากปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นข้างต้น เราคงจะต้องย้อนกลับมาดูว่าโดเมนเนมที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่เท่าไร? 
 
โดเมนเนมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. gTLD (Generic Top-Level Domain) มีอยู่ 7 กลุ่ม คือ โดเมนเนมที่ลงท้ายด้วย .com .net .org .edu .gov .mil และ .int ซึ่งปัจจุบันดูแลโดยหน่วยงานกลางชื่อ gTLD-MoU (The Generic Top Level Domain Memorandum of Understanding) 
2. ccTLD (Country Code Top-Level Domain) เป็นโดเมนเนมที่จัดสรรให้กับแต่ละประเทศโดยจะลงท้ายด้วยตัวอักษร 2 หลัก ตามรหัสประเทศ (ISO-3166) เช่น .th .us .uk .jp ฯลฯ ซึ่งจะมีอยู่ทั้งหมด 244 กลุ่ม ดูแลโดยหน่วยงานกลางชื่อ IANA (Internet Assaigned Numbers Authority)
 
โดเมนเนมกลุ่ม .com เป็นกลุ่มที่นิยมจดกันเป็นมากที่สุดในโลกเนื่องจากความเป็นสากล (.com หมายถึงเว็บไซต์ที่ประกอบธุรกิจการค้าบนอินเตอร์เน็ต - Commercial Organization) โดยในปัจจุบันโดเมนเนมกว่า 10 ล้านชื่อก็ถูกจดอยู่ภายใต้กลุ่มนี้ และ .net ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการทางด้านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีจำนวนรองลงมา ส่วน .org ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงกำไรจะมีอยู่น้อยที่สุด สำหรับการจดโดเมนกลุ่ม ccTLD นั้น ในปัจจุบันยังมีไม่มากนักเพราะวัตถุประสงค์ในการจดจะเป็นไปเพื่อบ่งบอกถึงการประกอบธุรกรรมภายในประเทศเท่านั้น อย่างกลุ่มของประเทศไทย คือที่ลงท้ายด้วย .th เช่น .co.th .net.th .or.th ฯลฯ รวมกันแล้วก็มีประมาณ 4,000 ชื่อเท่านั้น (ส่วนใหญ่ก็จะเป็น .co.th เช่นเดียวกัน) 
 
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความขาดแคลนดังกล่าวจึงมีความคิดที่จะออกโดเมนเนมใหม่อีก 7 กลุ่ม คือ 
    .firm สำหรับธุรกิจหรือบริษัท
    .shop สำหรับธุรกิจซื้อขายสินค้า
    .web กลุ่มที่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ World Wide Web
    .arts กลุ่มที่ทำธุรกรรมด้านบันเทิงและวัฒนธรรม
    .rec กลุ่มที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์ (Recreation)
    .info กลุ่มที่ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร
    .nom สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการทำเว็บไซต์ส่วนตัว
 
โดเมนเนมทั้ง 7 กลุ่มนี้จะถูกนำเข้าสู่การประชุมที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 13-17 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้ ICANN พิจารณาตัดสินใจว่าสมควรประกาศโดเมนเนมกลุ่มใหม่นี้ออกใช้หรือไม่ เมื่อใด และจะใช้อย่างไร ใครสนใจเชิญนะครับ.. งานนี้ฟรี!
 
ก็ได้แต่หวังว่าโดเมนเนมกลุ่มใหม่นี้ จะไม่ถูกพวก Squatter ชิงจดไปซะก่อนอีก
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 07 ตุลาคม 2011 เวลา 02:21 น. )
 


หน้า 1 จาก 4